|
| แบบฟอร์มการเข้าสู่ระบบ |
|---|
| ++เว็บองค์กรสงฆ์++ | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
| หนังสือพิมพ์ | ||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
| Computer | |||
|---|---|---|---|
|
|
| ๓๐ คำคมจากธรรมะโมบาย โดย ว.วชิรเมธี |
|
|
| เขียนโดย ๛Webmaster๛ | |
| Tuesday, 26 May 2009 | |
พระมหาวุฒิชัย เป็นพระนักวิชาการ นักคิดนักเขียนพระพุทธศาสนารุ่นใหม่ เป็นนักปฏิบัติธรรม และนักบรรยายธรรมที่ผลิตผลงานออกมาในรูปสื่อโทรทัศน์ และหนังสือออกมาอย่างสม่ำเสมอในยุคปัจจุบัน ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันดี การประพันธ์บทละครโทรทัศน์และหนังสือเรื่อง ธรรมะติดปีก และเพลงประกอบละครมากมาย ๑. ครั้งที่แม่ตบลงไปบนหน้าลูกอาจก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนลึกลงไปสุดใจของลูก ทั้งชีวิต หนึ่งอ้อมกอดที่แม่บรรจงหยิบยื่นให้ลูกอาจก่อให้เกิดความพันผูกข้ามกาลเวลา ทุกๆปฏิสัมพันธ์เป็นได้ทั้งบาดแผลและดอกไม้สำหรับลูก ๒. คนใกล้ชิดเป็นศัตรูแม้กำแพง 7 ชั้น ก็ป้องกันไม่ได้ ศัตรูที่มาจากภายนอกต่อให้ยกมาถึง ๙ ทัพ เราก็มองเห็นและเตรียมตัวทัน แต่ศัตรูที่มาจากคนในด้วยกันคือศัตรูที่อันตรายที่สุดเพราะเรามักมองไม่เห็น และไหวตัวไม่ทัน ๓. เวลาเรือเอียงเรามักจะมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที แต่ความลำเอียงในใจคนมักถูกปกปิดอย่างมิดชิดและแสดงออกอย่างแยบยล กว่าจะรู้ว่าคนที่เรารักมากด้วยความลำเอียงบางครั้งมันก็สายเกินไป ๔. ไม่มีแรงใดเสมอด้วยแรงกรรม แรงฟ้ามนุษย์แก้ได้ด้วยสายล่อฟ้า แรงน้ำมนุษย์แก้ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางหรือสร้างกำแพงกั้นน้ำ แรงพายุมนุษย์แก้ได้ด้วยการปลูกป่า แต่แรงกรรมมีแต่ต้องก้มหน้ารับโดยส่วนเดียว ๕. อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง ๖. ทำบาตรแตก ถ้วยแตก ชามแตก แก้วแตก ยังดีกว่าทำให้คนแตกกันเนื่องเพราะวัตถุที่แตกแล้วสามารถประสานให้ดีดังเดิม ได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนแตกสามัคคีกันเป็นฝักฝ่ายแล้ว บางทีทั้งชีวิตก็ไม่สามารถสนิทสนมกันได้อีก ๗. สิ่งที่เราให้คนอื่นแท้จริงแล้วคือของที่เราฝากให้แก่ตนเองในวันข้างหน้า เช่น วันนี้เราด่าเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาด่า วันนี้เราโกงเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาโกง วันนี้เราเนรคุณเขา วันข้างหน้าเราจะถูกเขาเนรคุณ ๘. ความดีที่ทำไว้ในหมู่คนพาลถึงมากมายมหาศาลก็สูญเปล่า การทำสิ่งดีๆใก้แก่คนที่ไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ต่างอะไรกับการเทน้ำลงกองทราย ถึงเทอย่างไรก็ซึมหายหมด ดังนั้นจะทำดีกับใครควรใช้ปัญญาคิดให้รอบคอบ ๙. การมีความสุขที่ก่อความทุกข์ให้คนอื่นนั้นไม่ใช่ความสุขที่แท้ มันเป็นได้แค่ความสุขจากการเกาขอบแผลที่กำลังคัน ยิ่งเกาดูเหมือนยิ่งสุข แต่แท้ที่จริงมันคือความทุกข์ที่แฝงมาอย่างแนบเนียน ๑๐. ดูข่าวการเมืองยิ่งดูยิ่งวุ่นวายยิ่งดูยิ่งฟุ้งซ่าน แต่หากกลับมาดูใจของตนอย่างมีสติ รู้เท่าทันทุกเรื่องที่คิด ทุกจิตที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ความทุกข์มากมายจะดับลง ดูจิตวันละนิดจิตแจ่มใส ๑๑. น้ำขุ่นที่ใส่สารส้มลงไป น้ำที่ขุ่นนั้นก็ใสได้เหมือนกัน ใจขุ่นหากใส่สารแห่งความรู้สึกตัวลงไป ไม่นานเท่าไรใจนั้นก็แจ่มกระจ่างเหมือนกัน น้ำขุ่นแก้ได้ฉันใด ใจขุ่นก็แก้ได้ฉันนั้น ๑๒. คนที่ทำงานผิดพลาดแล้วป่าวประกาศว่าเป็นความผิดของคนอื่น คือคนที่มีแต่จะผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนคนที่ทำงานผิดพลาดแล้วลุกขึ้นมายอมรับอย่างองอาจเปิดเผย คือคนที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดซ้ำอีกเลยในชีวิต ๑๓. ความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทไม่มีวันตาย ผู้ประมาทไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายแล้ว กวีบทนี้ทำให้พระเจ้าอโศกเปลี่ยนจากกษัตริย์ที่ดุร้ายมาเป็นชาวพุทธชั้นนำ ๑๔. คนไทยไปงานศพแทบทุกเย็นโดยไม่เคยรู้สักนิดว่าวันหนึ่งตัวเราจะเป็นศพ ดังนั้นเราควรฝึกไปงานศพตัวเองทุกวันด้วยการบอกกับตัวเองว่า ความตายอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก ๑๕. อยากโชคดีไม่ใช่ไปหาวิธีลอดท้องช้าง แต่อยากโชคดีเริ่มกันที่การมีสติปัญญาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีปัญญาโชคดีก็ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ถ้าไร้ปัญญาโชคร้ายจะไหลเข้ามาเหมือนห่าฝน ๑๖. อ่านหนังสือเล่มนอกมากมายอาจทำให้รู้จักใครทั่วทั้งโลก แต่ไม่รู้วิธีดับทุกข์ในใจตัวเอง ส่วนการอ่านหนังสือเล่มใน แม้ทำให้ไม่รู้จักใครอย่างกว้างขวาง แต่นำไปสู่การรู้จักตนอย่างลึกซึ้ง ดับทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด ๑๗. ในตัวเรามีทั้ง ๓ ฤดู เมื่อความโกรธเข้าครอบงำจิต ใจร้อนเป็นไฟดั่งฤดูร้อน เมื่อใดความโลภเข้าครอบงำอยากได้ จิตใจก็เพลิดเพลินเหมือนฤดูฝนเย็นฉ่ำ เมื่อใดความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ก็มืดมนไหวสะท้านเหมือนเดินอยู่กลางฤดูหนาว ๑๘. แม้ประตูคุกปิดล็อกอย่างแน่นหนา แต่คนพาลมากมายทยอยสู่ที่คุมขัง ความเลวร้ายประดาในชีวิตเราไม่ได้เกิดจากมือที่มองไม่เห็นดลบันดาลให้เป็นไป แต่เกิดจากตัวเราพาตัวเข้าไปแส่หาด้วยความขลาดเขลาเบาปัญญาทั้งสิ้น ๑๙. ชีวิตแสนสั้นอยู่กันไม่นานก็ลาจาก ชีวิตเหมือนน้ำค้างสดใสในยามเช้าพอยามสายก็หายไป ชีวิตเหมือนพยับแดด มองไกลๆเหมือนมีตัวตนน่าสนใจ แต่พอเข้าไปใกล้กลับเหมือนแต่ความว่างเปล่า ๒๐. นิ้วทั้ง ๕ ไม่เท่ากันฉันใด ความสามารถของแต่ละคนมีไม่เท่ากันฉันนั้น ธรรมชาติต้องการสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย บางสิ่งที่เขาขาดเราอาจมี บางสิ่งที่เขาดีเราอาจด้อย เราเกิดมาเพื่อเติมเต็มกันและกัน ๒๑. ในใจเรามีทั้งตัวสร้างและตัวเสื่อม ตัวสร้างคือธรรมมะ ตัวเสื่อมคือกิเลส เวลาอยากทำอะไรดีๆนั่นคือบทบาทของตัวสร้าง แต่ในขณะที่เราอยากทำดีกลับรู้สึกว่าไม่ควรจะทำ นั่นคือบทบาทของตัวเสื่อม ๒๒. วิกฤตมีเพื่อพิสูจน์ปัญญา ปัญหามีเพื่อพิสูจน์ความสามารถ สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วนมีความหมาย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาอย่างว่างเปล่า ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ๒๓. น้ำที่ไหลแรงที่สุดคือน้ำใจ น้ำใจที่ปรารถนาจะช่วยคนทำให้คนจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยเพื่อนมนุษย์ ที่ตกยากได้อย่างไม่กลัวเหนื่อยล้า พรมแดนของประเทศก็ไม่สามารถขัดขวางน้ำใจคน ๒๔. ไฟจากเตาเผาไหม้มีแค่บางเวลา แต่ไฟกิเลสเผาไหม้อยู่ในใจตลอดเวลา ไฟที่ร้ายแรงที่สุดจึงเป็นไฟแห่งกิเลส กล้องที่ส่องได้ไกลที่สุดคือ กล้องปัญญา ที่ส่องทะลุทะลวงไปถึงอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ๒๕. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่มีที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้ ขอบคุณความยากจนที่ทำให้เป็นคนมุมานะ ขอบคุณความล้มเหลวที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ ๒๖. คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป็นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน ๒๗. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความผิดพลาดที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความริษยาที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ ๒๘. แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม ๒๙. นัยอันลึกล้ำของคำว่าขอบคุณ ขอบคุณความไม่รู้ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์ ขอบคุณความผิดหวังที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นใหม่ ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้าที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ ๓๐. อยู่ให้คนเขารัก จากไปให้คนเขาอาลัย ล่วงลับไปให้คนเอ่ยอ้างถึง อยู่ให้คนรักคืออยู่อย่างผู้ให้ จากไปให้คนอาลัยคือก่อนจากสร้างสรรค์แต่สิ่งมีคุณค่า ล่วงลับไปให้คนระลึกถึงคือ เวลามีชีวิตทำแต่คุณงามความดีจนเป็นที่จดจำ |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|