|
| แบบฟอร์มการเข้าสู่ระบบ |
|---|
| ++เว็บองค์กรสงฆ์++ | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
| หนังสือพิมพ์ | ||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
| Computer | |||
|---|---|---|---|
|
|
| เจ้ากรรมนายเวร |
|
|
| เขียนโดย ๛Webmaster๛ | |
| Monday, 29 June 2009 | |
|
ถ้าเราทำกรรม เช่น วจีกรรม กายกรรมกับผู้อื่นแล้ว มันจะสนองกลับเป็นเจ้ากรรมนายเวรได้อย่างไร ? ช่วยอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยค่ะ
ตอบ ในการทำกรรมครั้งหนึ่งๆ กรรมจะแยกเป็นสองส่วนออกจากกันครับ เหมือนแม่เหล็กขั้วบวกและขั้วลบ ส่วนที่เป็นบวกจะวิ่งเข้าสู่จิต เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในภวังคจิตและวิถีจิต (เช่น ถ้าเราด่าใครแล้วสบายใจ กรรมนั้นก็วิ่งเข้าไปในตัวเราเรียบร้อยแล้ว) ส่วนที่เป็นลบจะวิ่งเข้าสู่จิตเช่นเดียวกัน แต่เป็นจิตของผู้ถูกกระทำ (และจะเปลี่ยนเป็นเจ้ากรรมนายเวรต่อไป) มองไปที่ส่วนนามธรรมนะครับ อย่าไปยึดติดกับรูป เพราะกายอาจเสื่อมสลายไปเป็นรูปใหม่ได้ สำหรับจิตแม้จะเกิด-ดับอย่างรวดเร็ว แต่ข้อมูลแห่งกรรมก็ยังคงอยู่สืบเนื่องต่อมา โดยกฎของธรรมชาติ ในสภาวะที่ไม่เป็นกลางจะเกิดความไม่สมดุล จิตของเจ้ากรรมนายเวรที่เกิดใหม่มีส่วนที่เป็นลบฝังอยู่ ส่วนจิตของอีกคนก็มีส่วนที่เป็นบวกของกรรมฝังอยู่ ทั้งสองฝ่ายต้องหาคู่บวกและคู่ลบของตัวเพื่อมาปะทะกันให้เกิดเป็นกลาง (ต้องเป็นคู่กรรมกันด้วย เพราะส่วนบวกและลบต้องเหมาะสมสอดคล้องกัน) เช่นชาติก่อนเราเคยไปชกหน้าใครสักคนไว้ด้วยความสะใจ แน่นอนว่าจิตเราเป็นบวกจากกรรมนั้น (ได้ความพอใจ) ส่วนคนถูกชกเก็บส่วนที่เป็นลบไว้ ชาติภพต่อมา ส่วนที่เป็นลบก็อยากระบายความเป็นลบในจิตออกมา และตามกฎแห่งกรรม เหมือนขั้วแม่เหล็กที่มันมีพลังในการดึงดูดให้ทั้งสองในชาติใหม่มีวิถีชีวิตที่โคจรมาเจอกันได้จริงๆ มีคำถามว่า แล้วเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นคู่แค้นมาเกิดใหม่จะสามารถแก้แค้นได้หรือ ในเมื่อชาติที่แล้วยังถูกชกถูกรังแก แล้วมาชาตินี้จะไปชกไปรังแกเอาคืนได้อย่างไร คำตอบก็คือ พลังทางด้านลบที่เก็บไว้เป็นความแค้นเป็นส่วนหนึ่งของ กรรมชรูป ซึ่งกรรมชรูปนี้เองจะเป็นส่วนของนามที่ไปกำหนดลักษณะของรูปในชาติภพใหม่ ดังนั้นจิตของผู้ถูกรังแกจากชาติที่แล้วจะเกิดใหม่ด้วยลักษณะของรูปที่ต้องการให้เป็น เช่น แข็งแรง กำยำ เพื่อใช้ในการแก้แค้น หรือไปเกิดในสังคมนักเลงหัวไม้ อันเนื่องมาจากจิตแค้นนำไป ดังนั้นคนที่มีความแค้นจะไม่สามารถไปเกิดในภพภูมิที่ดีได้ เพราะแรงแค้นเป็นอวิชชา เรื่องกรรมซับซ้อนกว่า 1+1 เป็น 2 เช่น คนที่ถูกแม่สามีด่าว่ามาตลอดก็จะเก็บส่วนที่เป็นลบไว้ในจิต พอตัวเองมีลูกสะใภ้บ้าง อยากระบายส่วนที่เป็นลบออก ก็อยากจะด่าว่าคนอื่นเพื่อความสะใจบ้าง กรรมก็ไปตกที่ลูกสะใภ้ จะกลายเป็นแม่สามีที่ด่าว่าลูกสะใภ้เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ตัวเองเคยเจอมา (ยกเว้นถ้ามีสติรู้เท่าทัน และตัดเวทนา ตัณหา อุปาทานได้) เรื่องบวกและลบผมเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้นครับ ความจริงแล้วซับซ้อนกว่านั้นมากเป็นแสนเป็นล้านเท่า ปัญหาคือว่า ถ้าเราไม่นำสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์มาใช้ในการอธิบายกฎแห่งกรรม การที่คนปกติจะสามารถเข้าใจตามจินตามยปัญญาเป็นเรื่องยากมาก ความจริงแท้ของกฎแห่งกรรมต้องใช้สมองซีกขวาในการทำความเข้าใจ ไม่ใช่สัญลักษณ์และตัวเลขซึ่งเกิดจากสมองซีกซ้าย ก่อนที่จะมาปฏิบัติธรรม ผมก็ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของความบังเอิญ และยังยืนยันเต็มที่ว่าคนเราตายแล้วสูญ เหมือนเรานอนหลับแล้วหายไปเลย จนเมื่อได้มาปฏิบัติธรรม เกิดภาวนามยปัญญาในระดับหนึ่งจึงเริ่มรู้ว่าที่เคยเข้าใจมาผิดอย่างแรง ก็อยากจะอธิบายให้คนอื่นรับรู้ด้วย ผมว่ายังมีคนเชื่อแบบผมเหมือนที่เคยเชื่อมาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ยึดติดในวิทยาศาสตร์ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็ยอมรับในเรื่องกฎแห่งกรรมแล้ว เขาเคยพูดว่า..พระเจ้าไม่ทอดลูกเต๋าแน่..สิ่งที่ปรากฎอยู่ในโลกนี้บางครั้งอยู่สุดเอื้อมของการจะพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำว่าเกิดเพราะอะไร แต่ก็เนื่องมาจากความหลากหลายของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพราะการขาดระเบียบในธรรมชาติแต่ประการใด แม้ว่าไอสไตน์จะพูดในเชิงกายภาพ แต่ผู้ที่เกิดปัญญาญาณจะเข้าใจในกฎธรรมชาติข้อนี้ และกฎนี้ก็คือกฎแห่งกรรมนั่นเอง ที่มา : หนังสือตอบปัญหาชีวิต ทันตแพทย์สม สุจีรา |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|