|
ถ้าเราทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วกรรมนั้นจะกลับมาสนองในอนาคตได้อย่างไร?
ตอบ ผมจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ ถ้าเรานำน้ำเปล่ามาแก้วหนึ่ง ให้ความร้อนจนเดือด ในที่สุดเราจะพบว่าน้ำนั้นหายไปหมด ซึ่งความเป็นจริงแล้วน้ำและพลังงานความร้อนนั้นไม่ได้หายไปไหนเลย มันจะรอจนถึงจังหวะและช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็จะคายพลังความร้อนออกมาและควบแน่นกลายเป็นน้ำอีกครั้ง พลังงานไม่มีวันสูญหาย นี่คือกฎง่ายๆ ทางฟิสิกส์ เรื่องของน้ำและพลังงานความร้อนเป็นรูปธรรม สามารถพิสูจน์ได้ง่าย แต่พลังงานแห่งกรรมพิสูจน์ยาก เพราะผลของมันซับซ้อน ยืดเยื้อและยาวนานเหลือเกิน บางคนอาจจะเคยรำพึงรำพันกับตัวเองเวลาทุกข์ยากว่า ไปทำกรรมอะไรไว้นักหนาถึงได้เป็นเช่นนี้ ผลของกรรมเข้าใจยาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราเห็นสมการ 3+A = 10 ถ้าเรารู้ว่าผลก็คือ 10 เราจะรู้ทันทีเลยว่ามาจาก A = 7 ถ้า A คือกรรมหนึ่งในวาระหนึ่ง แต่ทั้งชีวิตของเราสร้างกรรมไว้มากมาย ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าจะเขียนใหม่เป็น X + 3Y + 2A = 10 เราจะเริ่มงงแล้วว่า ผลของ 10 มาจากไหน ในเรื่องของกรรมซับซ้อนกว่าสมการง่ายๆ ที่ผมยกตัวอย่างมากมายนัก เพราะนอกจากต่างกรรมต่างวาระแล้ว ยังต่างภพต่างชาติอีกด้วย มันทับซ้อนกันจนไม่มีทางที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องไหนบนโลกสามารถคำนวณได้ หลายคนมักจะคิดว่ากฎของสังคมก็คือกฎแห่งกรรม เช่น ฆ่าคนตายแล้วติดคุก นั่นคือการชดใช้กรรมแต่ไม่ใช่ทั้งหมด นั่นคือเรื่องสมมติในทางโลก แม้ว่าเขาจะพ้นโทษออกมา ผลของกรรมที่เขาทำไว้ก็ยังอยู่ และพร้อมจะสนองเมื่อถึงช่วงเวลาและเงื่อนไขที่เหมาะสม หรือถ้าเราไปด่าว่าใคร แล้วขอขมา แม้ว่าจะได้รับการยกโทษให้ พลังงานแห่งวจีกรรมนั้นก็ยังอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน พลังแห่งกรรมมีแรงดึงดูด เมื่อเสียชีวิต จิตของเราถูกปลดปล่อยจากกายหยาบ กรรมทั้งหลายที่เคยทำไว้จะเข้ามาเกาะดึงดูดให้ไปเกิดใหม่อย่างรวดเร็วในภพภูมิที่ต่ำ ส่วนผู้ที่กรรมน้อยจิตจะเป็นอิสระ สามารถเลือกเกิดในภพภูมิที่สูงกว่าได้ การสร้างกรรมในทางบวกโดยหวังผลตอบแทนก็ไม่ใช่เรื่องดี การทำบุญโดยอธิษฐานว่าชาติหน้าขอให้ร่ำรวย น้ำหนักของกรรมในทางบวกไม่ได้มากไปกว่าน้ำหนักของกรรมในทางลบเลย ดังนั้นผู้ที่กระทำความดีงามกับใครๆ โดยหวังสิ่งตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยนก็ต้องกลับมาเกิดวนเวียนอยู่ในความทุกข์ของโลกิยะไปไม่มีที่สิ้นสุด ในทางวิปัสสนากรรมฐานจึงย้ำอยู่เสมอว่า ให้กำหนดจิตเป็นกลาง เฝ้าระวังอารมณ์ด้านบวก (เช่น ดีใจ อิ่มเอิบใจ ความรัก ฯลฯ) และอารมณ์ด้านลบ (เช่น อิจฉา โกรธ โลภ ฯลฯ) เพราะไม่ว่าบวกหรือลบล้วนเป็นอุปสรรคต่อการหลุดพ้น
ที่มา : หนังสือตอบปัญหาชีวิต ทันตแพทย์สม สุจีรา |