|
| แบบฟอร์มการเข้าสู่ระบบ |
|---|
| ++เว็บองค์กรสงฆ์++ | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
| หนังสือพิมพ์ | ||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
|
| Computer | |||
|---|---|---|---|
|
|
| คำคมสุภาษิต |
|
หน้า 1 จาก 6 ถ้อยคำที่เป็นสุภาษิตแม้เล็กน้อย แต่ผู้ฟังด้วยมนสิการโดยแยบคาย ย่อมให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้ใช้ความคิดได้ ดูแต่ดอกไม้ชะมดเชียงและพิมเสนเถิด แม้น้อย เมื่อฉลาดใช้สอยแทรกยาให้เหมาะแก่โรค ก็ให้ผู้บริโภคได้อานิสงส์อนันต์...
1. บัณฑิตไม่รู้จักเบื่อในสุภาษิต พระอาทิตย์ไม่เบื่อในการไขแสง ๒ อย่างนี้แสดงความรุ่งเรืองในโลก 2. ในโลกไม้จันทน์เป็นของเย็น แต่แสงจันทร์เย็นกว่านั้น ส่วนถ้อยคำสุภาษิตของสาธุชนย่อมเย็นกว่าไม้จันทน์และแสงจันทร์ 3. ไฟนี้แม้มีเดชมหึมาก็หาทำแผ่นดินให้อ่อนได้ น้ำจึงทำให้อ่อนได้ วาจาของสาธุชนแลย่อมทำคนกระด้างให้อ่อนได้ ฉะนั้น 4. ถ้อยคำเล็กน้อยที่พูดเหมาะแก่กาลอันควร ก็จักเป็นสุภาษิต ดูแต่อาหารที่เลวเถิด คนหิวกินยังมีรสอร่อย 5. ร่มไม้เป็นที่สบาย ร่มเงาของญาติและมารดาบิดายิ่งสบายกว่า ของอาจารย์และพระราชายิ่งสบายกว่านั้น แต่ร่มพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมร่มรื่น เย็นสบายหาที่เปรียบมิได้ 6. หัวใจแห่งศาสนาโดยมากนั้น ย่อมหมายเอาเมตตากรุณากันเป็นที่ตั้ง แต่ในพระพุทธศาสนานั้นมีเมตตากรุณาเป็นเบื้องต้น มีความจริงเป็นหลักเป็นหัวใจ มีความแกล้วกล้าปลอดภัยจากภัยไม่ติดขัดเป็นอานิสงส์ 7. คนที่ศึกษาศาสนาแต่ชั้นเปลือก ๆ มักลงความเห็นว่า ศาสนาเป็นของมีขึ้นเพื่อแสวงหาลาภยศอำนาจวาสนาบ้าง เป็นรัฏฐาภิปาลโนบายของพระเจ้าแผ่นดินบ้าง ที่สูงขึ้นไปหน่อยก็เห็นว่าสั่งสอนด้วยเมตตาปรานี และเหมือนกันทั้งนั้นทุกศาสนา ความเห็นเช่นนี้ก็เหมือนกับความเห็นของคนตาบอดแต่กำเนิดมาคลำช้าง ย่อมมีความเข้าใจไกลจากความจริงมากทีเดียว 8. ศาสนาที่มีเหตุผล คือแสดงคติของธรรมแห่งโลกธาตุซึ่งตั้งขึ้นโดยชอบธรรม สำหรับให้มนุษย์ฉลาดมีความรอบคอบในสภาพธรรมแท้จริง ไม่ใช่บัญญัติซึ่งอ้างมาจากสวรรค์หรือพระเจ้าดลใจ ทั้งย่อมให้ผู้ฟังพิจารณาดูด้วยปัญญาของตน ไม่ให้ถือเอาโดยเดาหรือคาดคะเน ไม่ได้บังคับให้เชื่อหรืออนุมานสถานใด ทนต่อปัญญาเพ่งพิศของนักปราชญ์ ก็มีพุทธศาสนาเป็นยอด 9. ท่านผู้ฟังบางคนจะระแวงไปว่า พุทธศาสนิกปรารถนาจะยกย่องศาสนาที่ตนนับถือบ้าง ก็ควรจะแบ่งเวลาชีวิตของท่านพิจารณาดูคำที่สั่งสอนในศาสนานั้น ๆ เช่นปฏิปทาแห่งประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายหน้า ประโยชน์อย่างยิ่ง ให้เห็นจริงด้วยปัญญาดีกว่า เพราะถ้ายังไม่ทันพิจารณาให้รอบคอบ จะลงความเชื่อตามที่เขาเล่าลือ หรือติเตียนยกย่องนั้น หาใช่ผู้มีปัญญาประกอบด้วยลักษณะของบัณฑิตไม่ 10. ผู้ที่เห็นประโยชน์ที่แน่นอนแล้วไม่รีบถือเอาไป มัวฝักฝ่ายเสียในประโยชน์ที่ไม่แน่ จะหวังความสำเร็จได้โดยชอบแต่ที่ไหน 11. มารดาบิดาได้ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะเหตุที่ไม่ให้บุตรศึกษาแต่ในกาลยังเยาว์ บุตรนั้นไม่สง่าผ่าเผยในกลางที่ประชุม เหมือนนกยางตกเข้าฝูงหงส์ 12. มีลูกดีก็มีศรีสง่าหน้า ญาติวงศ์พงษาก็ผ่องใส ถึงเพื่อนบ้านถิ่นฐานที่ใกล้ไกล ก็พอใจสรรเสริญเจริญพร (สุนทรภู่) 13. ลูกไม่ดีคอยทำลายสกุล ประดุจทะนานเปล่าอยู่ในยุ้งนั้น มีสักร้อยคนก็ไม่มีค่า 14. คนไม่เกียจคร้าน ไม่ดุดัน ไม่โอ้อวด เป็นคนสะอาดสัตย์ซื่อ ไม่โลภจัด ใคร่ประโยชน์ ท่านกล่าวว่าเป็นคนสูง 15. พระจันทร์ดวงเดียวอาจส่องโลกให้สว่างได้ดีกว่าดาวหลายดวง ฉันใด บุตรดีคนเดียวอาจยังสกุลให้รุ่งเรืองได้ดีกว่าบุตรที่เลวทรามตั้ง ๑๐๐ คน 16. พระจันทร์เป็นเครื่องส่องในทวีป สามีเป็นเครื่องส่องในนารี พระธรรมเป็นเครื่องส่องในโลกสาม บุตรดีงามเป็นเครื่องส่องสกุล 17. ธีรชนท่านว่าเป็นบัณฑิต เพราะเข้าใจในประโยชน์ทั้งสองคือ ประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในเบื้องหน้า 18. ผู้อื่นทำประโยชน์ให้ก็เสมือนพงษ์พันธุ์ ฝ่ายพงษ์พันธุ์ที่ไม่ทำประโยชน์ให้ก็เหมือนคนอื่น พยาธิเกิดกับกายเป็นของไร้ประโยชน์ ส่วนยาในป่ากลับมีประโยชน์ได้ 19. พื้นที่ถึงจะดีมีโอชะบริบูรณ์ แต่เมื่อเจ้าของไม่รู้จักเพิ่มพูนประโยชน์ เช่น ไม่รู้จักปลูกสร้างไม้ดอกไม้ผลที่ดี มีแต่ทิ้งไว้ให้รกเป็นพงก็ไม่มีราคา กลับจะสู้ป่าแต่เขารู้จักปลูกสร้างไม่ได้ ข้อนี้ฉันใด คนก็เหมือนกัน ถึงเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ แต่ไม่รู้จักแสวงหาวิชา ก็เกิดมาเป็นอยู่รกสกุล หาประโยชน์มิได้ 20. อันธรรมดาสิ่งเหลวอ่อนก็ต้องมีภาชนะเป็นเครื่องรับรองจึงจะทรงตัวอยู่ได้ เหมือนทารกผู้ยังอ่อนก็ต้องมีพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงคอยประคองไว้ ส่วนของที่กล้าแข็งแล้ว แม้จะเอาไปโยนไว้ที่ไหนก็คงอยู่ในที่นั้นได้ ไม่เสื่อมเสียฉันใด คนดีก็ไม่ต้องหวั่นไหวในที่นั้น ๆ ฉันนั้น
|
||||||||
| < ก่อนหน้า |
|---|