|
เขียนโดย ๛Webmaster๛
|
|
Tuesday, 02 September 2008 |
|
หน้า 1 จาก 3 เกิด แก่ เจ็บ ตาย คำสี่คำนี้ เรามักจะได้ยินเสมอ ถือกันว่าเป็นคำพระหรือไม่ก็เป็นคำบ่นอุทานของคนเฒ่าคนแก่ที่รู้รสชาติของชีวิตมาแล้วเป็นอย่างดี ที่ว่ารู้รสชาติชีวิตอย่างดีนี้ก็หมายความว่า รู้ดีพอที่จะช่วยให้คลายความลุ่มหลงมัวเมาในวัย ในสุขภาพและชีวิตลงได้..
ลเราจะรู้สึกสำนึกในคุณของคำพระสี่คำนี้ในฐานะที่ช่วยบรรเทาความมัวเมาประมาทดังกล่าวแล้วได้ชัดเจน ก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณาศึกษาดูว่า ความมัวเมาประมาทในวัยในสุขภาพ และชีวิตนั้นมันทำลายตน ฆ่าตนเอง และสร้างความทุกข์ยากเดือดร้อน ให้แก่โลกแก่สังคมอย่างไร? ลืมเกิด ที่จริงข้อความนี้ ยังไม่เคยได้ยินว่าใครนิยมพูดกัน แต่ที่จำต้องนำมากล่าวไว้ที่นี้ก็เพื่อจะให้สมบูรณ์ในการบรรยายขยายคำพระชุดนี้เท่านั้น และเมื่อยกขึ้นตั้งเป็นอุเทศแล้วก็มืดมน ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร? เพราะเรื่องเกิดเราไม่มีส่วนรับผิดชอบ การลืมเหตุการณ์แรกเกิด จึงไม่ใช่ความผิดของทารกผู้เกิด การลืมที่เราถือว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย ก็คือลืมสิ่งที่ควรจำ เช่น ลืมคุณคนเป็นต้น ฉะนั้นการค้นคว้าหาโทษในความลืมเกิดจึงต้องตีความไปในทางลืมเกิดโดยปริยาย หมายถึงความลืมพื้นเพดั้งเดิมของตัวเอง หรือพูดสั้น ๆ ว่า ลืมตัว การลืมพื้นเพดั้งเดิมของตัวเองนี้ ทำให้ผู้ลืมมักแสดงกิริยาอาการไม่เหมาะ เย่อหยิ่ง ยโสโอหัง, จึงเป็นคำตำหนิติเตียน เป็นคำปรามาสประณาม เป็นอัปมงคลแก่ผู้ถูกกล่าวถึง มีคำเปรียบเปรยคนที่มีนิสัยแบบนี้อยู่มาก เช่น ไม้ลืมต้น คนลืมตัว วัวลืมตีน ปักษิณลืมไพร ท่านลองนึกอธิบายขยายเนื้อความเอาเองก็จะเห็นว่า ความลืมพื้นเพฐานะดั้งเดิมของตัวนั้น มันน่าเกลียดเพียงไหนและจะช่วยรักษานิสัย ไม่ให้ท่านเป็นคนลืมที่ฝังสายรกของตนเองด้วย มีเรื่องเล่าว่า.. (อ่านเพิ่มเติม) ลืมแก่ คำนี้ เราได้ยินกันหน่อย ได้แก่คนลืมวัยลืมความจริง พยายามปฏิเสธสภาวะแห่งวัยแห่งสังขารด้วยการอำพรางรอยของความชรา มีการเสริมแต่ง และแสดงจริตกิริยา ตลอดทั้งประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่อายุ นับว่าเป็นการลืมที่น่าเกลียดที่สุด ถ้าเป็นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายใคร ลูกหลานที่เขามีความคิดสักหน่อย ก็พลอยอับอายขายหน้า ธรรมดาคนสูงอายุ ที่เราเรียกกันว่าผู้ใหญ่ผู้เฒ่าผู้แก่ ชีวิตเหมือนไม้ใกล้ฝั่งฯ จะล้มจะโค่นเมื่อไรก็ไม่รู้มันใกล้วาระเข้าไปทุกขณะ กระแสน้ำอันได้แก่กาลเวลามันพัดผ่านมาเซาะมาไซ้รากโคนให้เสื่อมสมรรถภาพลงทุกวัน ฉะนั้น คนสูงอายุ จึงต้องกังวลวิตกถึงกาลข้างหน้า หรือวาระสุดท้ายมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในชีวิต ทั้งในอดีตและปัจจุบันทั้งเคยพึ่งพาอาศัยใช้สอย ประกอบความสุข หมดความหมายลง เพราะสิ่งเหล่านี้มันช่วยเหนี่ยวรั้งชะลอความแก่ความดับให้หยุดอยู่ไม่ได้ จำต้องละวางทุกสิ่งไป สิ่งที่พอจะช่วยให้อบอุ่นมั่นใจ ก็เห็นแต่ความดี ความดี(บุญกุศล) เป็นคุณสมบัติของตนยามชรา ถ้าคนสูงอายุ หรือคนแก่สำนึกได้ดังนี้ ก็เรียกว่าเป็นคนไม่ลืมแก่ ผลของการไม่ลืมแก่ก็จะช่วยให้รีบลงมือแสวงหาคุณสมบัติประจำวัย และลดละปล่อยวางความเพลิดเพลินสนุกสนาน อันเป็นอาการของคนหนุ่มคนสาวลง มุ่งหน้าประกอบคุณงามความดีให้จิตสำนึกอบอุ่น นึกถึงข้างหน้าก็มีหวังนึกถึงข้างหลังก็เป็นสุข ตลอดทั้งลูกหลานก็พลอยอบอุ่นมีความเคารพยำเกรง สำนึกในคนเฒ่าคนแก่ที่มีคุณสมบัติสมกับเป็นคนแก่ เสมือนวิหกปักษาสำนึกในคุณของร่มไทรไม้แก่นฉะนั้น หากคนสูงอายุไม่เป็นแบบฉบับที่น่านับถือ เขาก็จะว่าได้ เติบโตเพราะกินข้าแก่เฒ่าเพราะนานวัน เสียหายไร้สง่า หนุ่มสาวคราวสวยถึงจะจัดว่าเป็นทรัพย์ ก็เพียงสำหรับหาคู่เคียงข้าง แต่พอสวยสิ้นเสน่ห์ก็สร่าง หากไม่รีบสร้างคุณงามความดี จะต้องระทวยเมื่อสวยเริ่มโทรม คนเคยนิยมเขาก็หันหน้าหนี จะหันเข้าพึ่งซึ่งคุณความดี หรือก็ไม่เคยทำมา จะหันมาหาใครเขาก็ไม่แล ตกลงจะต้องแก่อนาถา เพราะเหตุประมาทในอาตมา ที่สุดชราเขาก็มัดใส่โลง เมื่อดับอนิจจัง พุทธังธัมมังหรือพระสงฆ์ ก็นึกไม่ได้เพราะใจเลอะหลง เมื่อสิ้นลมลงก็เหมือนว่าวขาดลอย..ฯ ความดีทำไว้ ถึงคราวตายจาก ก็มีคนอยากช่วยแบกช่วยหาม หากทำชั่วก็พาตัวตกต่ำ ถึงมีหน้าก็ต้องคว่ำเป็นหอยโข่งหอยแครง ดีอยู่ที่ไหนทำไว้เถิดท่าน การบุญสุนทานจงหมั่นแสวงหา ถึงใครจะว่าก็อย่าระแวง รีบเร่งแสวงหาการบุญการทาน อย่ามัวพะวงลุ่มหลงโลก สุขแล้วก็โศกมันไม่เป็นแก่นสาร ชีวิตเราไซร้ตัวใครตัวมัน ใกล้คืนใกล้วันจะมรณา เหมือนดอกมาลีคลี่บานชั่วครู่ มันงามน่าดูก็เมื่อสิบสี่สิบห้า พอเฒ่าชะแรลงไปแก่ชรา มันก็ลดราคาสัปเหร่อเขาถึงจะแล ไม่มีใครมองอย่างพิสมัย ลูกหญิงหลานยายเขาก็ทำหน้าแหย หากร่ำรวยเงินทองพวกพ้องเป็นแพ ถ้าจนยากมันก็แย่ไม่มีคนเยื่อใย
|