Homepage
ฆ่าอะไรได้ จึงอยู่เป็นสุข(วศิน อินทสระ) พิมพ์ ส่งเมล
ระดับผู้ใช้: / 3
แย่จังดีมาก 
เขียนโดย ๛Webmaster๛   
Friday, 26 September 2008
ดัชนี บทความ
ฆ่าอะไรได้ จึงอยู่เป็นสุข(วศิน อินทสระ)
หน้า 2
Imageในสมัยพุทธกาล มีเทวดาตนหนึ่งทูลถามพระพุทธองค์ว่า..

“ฆ่าอะไรเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรเสียได้จึงไม่เศร้าโศก พระองค์ทรงพอพระทัยการฆ่าอะไรว่าเป็นธรรมอันเอก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า..

“ฆ่าความโกรธเสียได้อยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียได้ไม่ต้องเศร้าโศก พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญการฆ่าความโกรธซึ่งมีรากเป็นพิษมียอดหวาน บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก”(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๕ ข้อ ๑๙๘-๑๙๙)

››ที่ว่า มีรากเป็นพิษ มียอดหวาน นั้น อธิบายว่า ความโกรธมีรากมาจากความหลง (โมหะ) ความไม่พอใจ (อรติ) ความหงุดหงิดรำคาญ (ปฏิฆะ) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพิษแก่จิตใจทั้งสิ้น แม้ตัวความโกรธเองก็เป็นพิษแก่ร่างกาย และจิตใจของผู้โกรธเป็นอย่างมาก ทำให้โรคหัวใจกำเริบ ทำให้ประสาทตึงเครียด กระเพาะและลำไส้ผิดปกติ จิตใจเร่าร้อน กระวนกระวาย อยากทำลายของ ทำร้ายคน เมื่อได้ทำลายหรือทำร้ายแล้ว ความโกรธจะสงบลง เพราะได้ระบายความร้อนภายในออกแล้วสบายใจขึ้น เหมือนน้ำเดือดที่มีทางระบาย อาการแบบนี้แหละที่เรียกว่า มียอดหวาน (มธุรัคคะ) แต่ในที่สุดก็นำไปสู่ทุกข์อีก และเป็นทุกข์ที่ยิ่งใหญ่เหมือนคนดื่มน้ำหวานที่ผสมยาพิษ ทีแรกหวานแต่พอยาพิษออกฤทธิ์เท่านั้น ก็ได้เห็นโทษของยาพิษว่ามีอย่างไร ต้องเศร้าโศกเสียใจไปตลอดชีวิตก็มี การทำอะไรลงไปเพราะความโกรธนั้น เป็นการทำลายตนเอง ทำลายผู้อื่น มีความทุกข์ ความโศกเป็นผล เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่าบุคคลฆ่าความโกรธได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก

อุบายสำหรับ ลด ละ ความโกรธ กล่าวโดยย่อ ดังนี้

๑. พิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ ทั้งที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ความโกรธทำลายคุณธรรมต่างๆ ที่เคยสั่งสมอบรมมา เป็นต้น

๒. พิจารณาให้เห็นคุณของขันติ (ความอดทน) และเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้อื่น และสัตว์อื่น และคุณของการให้อภัยว่าเป็นคุณที่ยิ่งใหญ่ ผู้มีคุณธรรมเช่นนี้ย่อมบรรลุถึงความยิ่งใหญ่ (มหัตตา) ผู้ยิ่งใหญ่อันเป็นที่เคารพบูชาของคนทั้งหลาย ได้อาศัยคุณธรรมเช่นนี้มาแล้ว

๓. เมื่อความโกรธเกิดขึ้น จงรีบใช้ขันติและเมตตา ใช้ขันติอดกลั้นไว้ก่อนแล้วใช้น้ำคือ เมตตา รถบ่อยๆ รดที่ใจ ซึ่งเร่าร้อนอยู่ด้วยความโกรธ ใจจะเย็นขึ้น

๔. มองแง่ดีของเขาบ่อยๆ ระลึกถึงความดีของเขาเสมอๆ เพราะคนเราย่อมมีทั้งส่วนดี และส่วนที่ไม่ดี หรืออย่างน้อยก็มีทั้งส่วนที่เราพอใจและไม่พอใจ กล่าวคือ ส่วนใดที่เราพอใจเราก็ว่าดี ส่วนที่เราไม่พอใจ เราก็ว่าไม่ดี ที่จริงเขาอาจดีก็ได้ คนอื่นอาจพอใจส่วนที่เราไม่พอใจก็ได้ มนุษย์เรามักตัดสินโลกตามความพอใจหรือไม่พอใจของตน ถ้าเรามองคนในแง่ดีไว้บ้างก็จะช่วยป้องกันความโกรธที่ยังไม่เกิด และช่วยระงับความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว

          ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวเป็นกลอนเตือนไว้ว่า    

          “เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา     จงเลือกเอาส่วนดีที่มีอยู่

          เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู     ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

          จะหาคนมีดีเพียงส่วนเดียว     อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย

          เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย     ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง”

๕. พิจารณาตนเอง ติเตียนตนเองเสียบ้างที่เป็นคนขี้โกรธ อะไรนิดอะไรหน่อยก็โกรธ ไม่รู้จักละอายตนเอง เปรียบเหมือนคนขี้โรค มัวโทษนั่นโทษนี่ มองแต่สิ่งอื่น ไม่หันมามองสุขภาพที่ทรุดโทรม ร่างกายที่อ่อนแอของตน เมื่อปรับปรุงตนเองให้ดีแล้ว อะไรๆ อาจจะดีขึ้นเกินคาดก็ได้ พระพุทธองค์ทรงสอนว่า     “จงเตือนตนเอง พิจารณาตนเองเข้า ผู้มีสติคุ้มครองตนได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข”

๖. พิจารณาถึงกฎแห่งกรรมอยู่เนืองๆ ว่าเราและสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆ ตน ผู้ทำกรรมใด ย่อมได้รับผลอย่างนั้น เมื่อเขาทำชั่ว ผลชั่วย่อมตกถึงเขาเอง เราจะไปจัดการแทนกฎแห่งกรรมได้อย่างไร เราไม่มีหน้าที่เช่นนั้น แล้ววางเฉยเสีย ปล่อยให้กฎแห่งกรรมหรือคนที่เข้ามีหน้าที่จัดการกันไป ถ้าพอช่วยได้ก็ช่วยไป ถ้าช่วยไม่ได้ก็แล้วไป รู้จักปล่อยวางอารมณ์ ปล่อยวางเหตุการณ์ อย่าแบกโลก หรือถือเป็นธุระของเราเสียหมด

๗. ระลึกถึงพระจริยาของพระพุทธเจ้าบ่อยๆ ที่ทรงเสียสละไม่ทรงโกรธผู้คิดร้าย ทำร้ายพระองค์ แต่ทรงใช้ขันติ พระเมตตาอยู่เนืองนิตย์ เราเล่าเป็นอะไรหนักหนาจึงจะมีใครล่วงเกินไม่ได้

๘. ขอให้คิดว่าผู้ที่โกรธเรานั้น เขามีความทุกข์เพราะไฟ คือ ความโกรธเผาลนมากอยู่แล้ว อย่าต้องไปโกรธตอบซ้ำเติมเขาอีกเลย

๙. คิดว่า คนเราดีกันไว้ เกื้อกูลกันไว้ ดีกว่าเกลียดกัน โกรธกัน เราอาจจะเกื้อกูลกันมาหลายชาติแล้วก็ได้ บางชาติอาจเป็นศัตรูกัน บางชาติเป็นมิตรกัน เช่น เรื่องภิกษุรูปหนึ่งได้อุบาสิกาคนหนึ่งอุปการะ ท่านบำเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุอรหัตตผล ทั้งสองท่านระลึกชาติได้ จำได้ว่า ชาติหนึ่งอุบาสิกาเคยช่วยชีวิตของท่านไว้ อีกชาติหนึ่งเป็นภรรยาของท่านและฆ่าท่านตาย เป็นมารดาและบุตรกันก็เคย     แม้ในชาติเดียวกันนี้ บางช่วงชีวิตเราก็เป็นมิตรกัน รักใคร่กัน ร่วมสุขร่วมทุกข์กัน บางรายถึงกับรู้สึกว่าจะจากกันไม่ได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งจะต้องล้มตายไป เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร แต่พออีกช่วงหนึ่งของชีวิตกลายเป็นศัตรูกันจนมองหน้ากันไม่ได้ถึงกับทำลายชีวิตกันก็มี เมื่อยังไม่บรรลุธรรม สังสารวัฏนี้ช่างสับสนปนเปเหมือนกองหญ้าแห้งที่สุมกันอยู่เป็นภูเขา ต้นและปลายสับสนปนเปกันจนยากที่จะสางหรือจัดระเบียบได้ โปรดจำไว้ว่า ดีกันไว้เกื้อกูลกันไว้ดีกว่าเป็นศัตรูกัน

๑๐. คิดไว้เสมอๆ ว่า คนเราทุกคนก็สักแต่ว่าเป็นธาตุ ๖ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ (ความว่าง) และวิญญาณ ประกอบกัน หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ เราโกรธใคร โกรธอะไร ถ้าโกรธก็คือโกรธดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ซึ่งหาตัวตนไม่ได้นั่นเอง



< ก่อนหน้า   ถัดไป >

ประกาศจากเว็บมาสเตอร์ Public Relations

++เว็บธรรมะแนะนำ++

โหลดเพลง นิยาย คลิปวีดีโอ การ์ตูน ฐานข้อมูลชีวิตและผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ

Designed by:
SiteGround web hosting Mambo templates